กินยาคุม ตรงทุกเดือนก็ท้องได้ เรื่องจริงที่คุณแม่ต้องทำความเข้าใจ

0
789
- Advertisement -

ไม่มีการคุมกำเนิดประเภทใดที่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยกเว้นการทำหมันถาวร ซึ่งตัดโอกาสการมีลูกไปเลย ดังนั้นเราจึงมักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่า กินยาคุม แต่ยังท้องได้อีก

กินยาคุม

โดยนั่นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว เพียงแต่มีโอกาสน้อยมากนั่นเอง ซึ่งวันนี้เราก็จะพาคุณแม่ไปไขข้อข้องใจกันว่า ทำไมกินยาคุมกำเนิดแล้วยังท้อง โดยมีข้อมูลดังนี้

สาเหตุที่ทำให้ กินยาคุม แล้วยังท้องได้อีก

สำหรับสาเหตุที่ทำให้การกินยาคุมไม่ได้ผล กินยาคุมแล้วยังท้องได้อีก ก็มีดังนี้

1.ลืมกินยา

ผู้ผลิตยาคุมกำเนิดจงใจให้รับประทานยาเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าหากลืมรับประทานยาจะทำให้ระดับฮอร์โมนไม่เพียงพอต่อการป้องกันการตั้งครรภ์ จึงทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้นั่นเอง ดังนั้นเมื่อรู้ตัวว่าลืมกินยา ให้รีบกินยาเม็ดนั้นในทันที

2.กินยาไม่ตรงเวลา

การกินยาไม่ตรงเวลา ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ได้เหมือนกัน เพราะยาคุมกำเนิดออกแบบมาเพื่อควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกาย ถ้าหากลืมรับประทานยาจะทำให้ระดับฮอร์โมนลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้ประสิทธิภาพในการควบคุมลดลงไปด้วย เพราะฉะนั้นควรกินยาให้ตรงเวลาเสมอ

- Advertisement -

3.กินยาไม่ต่อเนื่อง

หลังจากยาแผงแรกหมดต้องกินยาแผงต่อไปต่อเนื่องทันที หรือกินภายใน 7 วัน ทั้งนี้หากรู้ตัวว่าลืมกินยา ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนั้นไปก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์ได้นั่นเอง

4.อาเจียนหลังกินยา

เนื่องจากยาที่พึ่งกินเข้าไป ยังไม่ละลาย หรือละลายไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่ออาเจียนออกมา จึงทำให้ประสิทธิภาพที่ได้จากตัวยาลดน้อยลงไปอย่างมาก โอกาสที่จะตั้งครรภ์จึงมีมากขึ้น

5.ใช้ยาชนิดอื่นขณะใช้ยาคุมกำเนิด

มียาบางชนิดที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิด เช่น กลุ่มยารักษาโรคลมชัก ทำให้เมื่อกินยาเหล่านี้ขณะที่กินยาคุมกำเนิดไปด้วย จะทำให้ประสิทธิภาพของตัวยาด้อยลง เพราะฉะนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำที่ถูกต้อง หากต้องกินยาที่มีผลกระทบกับยาคุม

ทำความรู้จักกับวิธีการคุมกำเนิดแบบต่างๆ

การคุมกำเนิดในโลกนี้มีมากมายหลายประเภท แต่วิธีการคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ก็มีดังนี้

1.ยาเม็ดคุมกำเนิด มีความปลอดภัยสูง มีภาวะแทรกซ้อนต่ำ และมีเปอร์เซ็นต์ป้องกันการตั้งครรภ์สูง

2.ฉีดยาคุมกำเนิด แพทย์จะแนะนำให้ฉีดภายใน 4 สัปดาห์หลังคลอด เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ปลอดภัยสำหรับแม่ให้นมลูก การคุมกำเนิดประเภทนี้มีฤทธิ์คุมกำเนิดได้ยาวนานถึง 12 สัปดาห์

3.ห่วงคุมกำเนิด โดยแพทย์จะใส่สอดเข้าไปในมดลูก ซึ่งสามารถคุมกำเนิดได้ยาวนานถึง 5 ปี โดยไม่ต้องใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย

4.ยาคุมกำเนิดชนิดฝัง มีลักษณะเป็นหลอดซิลิโคนที่มีตัวยาบรรจุภายใน ซึ่งตัวยาจะค่อยๆ กระจายออกมา มีผลคุมกำเนิดได้ยาวนาน 3-5 ปี

สำหรับคุณแม่ที่เลือกคุมกำเนิดด้วยวิธีการกินยา มีแนวทางที่ควรปฏิบัติดังนี้

  • สำหรับคุณแม่ให้นม ควรเริ่มกินยาคุมกำเนิดหลังคลอด 6 สัปดาห์ โดยใช้ยาคุมชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว ซึ่งไม่ทำให้น้ำนมหยุดไหล และปลอดภัยต่อทารก จากนั้นหลังคลอด 6 เดือน จึงเปลี่ยนมารับประทานยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม
  • สำหรับคุณแม่ที่ไม่ได้ให้นม ควรเริ่มกินยาคุมกำเนิดหลังคลอด 3 สัปดาห์ โดยใช้ยาคุมชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว จากนั้นหลังคลอด 6 สัปดาห์ จึงเปลี่ยนมาใช้ฮอร์โมนรวม

เพื่อให้การคุมกำเนิดได้ผล ควรอ่านคำแนะนำบนฉลากยาอย่างละเอียด รับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน หรือถ้ารู้ตัวว่าไม่สามารถรับประทานยาเองได้ทุกวัน หรือลืมรับประทานยาบ่อยๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น ซึ่งมีประสิทธิภาพดีเทียบเท่ากับการรับประทานยาคุมกำเนิดเช่นกัน

==========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/

LEAVE A REPLY