ภาวะครรภ์เสี่ยง ที่คุณแม่มือใหม่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง

0
8369
- Advertisement -

ภาวะครรภ์เสี่ยง อันตรายต่อทารกในครรภ์อย่างมาก สำหรับคุณแม่มือใหม่หลาย ๆ ท่านที่อาจจะไม่ทราบว่าภาวะครรภ์เสี่ยงนี้ เกิดจากอะไรแล้วควรทำอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ภาวะครรภ์เสี่ยงนั้น มีหลายปัจจัย และหลายสาเหตุ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความแข็งแรงสมบูรณ์ทางร่างกายของคุณแม่แต่ละคนด้วย ภาวะครรภ์เสี่ยงที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามมากที่สุด ก็คือ “ภาวะครรภ์เป็นพิษ” ค่ะ

ภาวะครรภ์เสี่ยง

ภาวะครรภ์เสี่ยง ที่คุณแม่มือใหม่ไม่ควรมองข้าม

อันตรายของภาวะครรภ์เป็นพิษ

ภาวะครรภ์เป็นพิษนั้น ถือว่าเป็นภาวะที่อันตรายมากที่สุด สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยทั่วไปอาการที่เกิดขึ้นร่วมกันจะมีอยู่ 3 อาการ คือ อาการบวม ความดันโลหิตสูงและโปรตีนในปัสสาวะ ซึ่งภาวะครรภ์เป็นพิษอาจเกิดแทรกซ้อนขึ้นได้ในช่วงระยะการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 – 3 ค่ะ

สาเหตุที่เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ

ครรภ์เป็นพิษในปัจจุบันเรียกว่า “Pregnancy-induced Hypertension” เพราะภาวะครรภ์เป็นพิษเป็นโรคที่เชื่อว่าเกิดจากการตอบสนองอย่างผิดปกติของกลไกภูมิคุ้มกันของตัวคุณแม่ต่อการตั้งครรภ์

  • คุณแม่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี และมีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป เนื่องจากร่างกายไม่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในระหว่างตั้งครรภ์
  • คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ผิดปกติ เช่น การตั้งครรภ์ลูกแฝด และครรภ์ไข่ปลาอุก ความผิดปกติเหล่านี้ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและทำให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้
  • คุณแม่ที่มีโรคประจำตัวก่อนการตั้งครรภ์ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไต และคุณแม่ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน เป็นโรคอ้วนก่อนตั้งครรภ์
  • คุณแม่มีอายุครรภ์นานเกินกว่า 10 เดือน ทารกมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ หรือมีพัฒนาการช้า

อาการทั่วไปของภาวะครรภ์เป็นพิษ

โดยทั่วไปอาการภาวะครรภ์เป็นพิษ จะเริ่มจากอาการปวดศีรษะ ตามัว คลื่นไส้อาเจียน ปวดบริเวณใต้ลิ้นปี่ มีอาการบวนตามือ ตามเท้าและใบหน้า ในกรณีนี้คุณแม่มีอาการภาวะครรภ์เป็นพิษที่รุนแรงมาก (Severe Preeclampsia) จะมีภาวะแทรกซ้อนแพทย์อาจตรวจพบความดันที่สูงขึ้นถึง 160 / 100 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งอาจตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะมาก คุณแม่จะสังเกตเห็นอาการบวมที่รุนแรง และมีอาการปวดศีรษะ ตามัว และมีจุกแน่นหน้าอกร่วมด้วย

- Advertisement -

ภาวะครรภ์เป็นพิษที่เกิดจากอาการชัก ถือเป็นอาการของภาวะครรภ์เป็นพิษขั้นรุงแรงที่สุด ซึ่งอาการเหล่านี้สืบเนื่องมากจากการรักษาครรภ์เป็นพิษอย่างไม่ถูกวิธีทำให้อาการเรื้อรัง คุณแม่ที่มีภาวะครรภ์ที่มีภาวะความดันขึ้นสูงมาก และมีอาการชักจนหมดสติร่วมด้วย ความรุนแรงของภาวะครรภ์เป็นพิเศษนี้ อาจส่งผลให้มีเลือดออในสมองมากที่สุด เป็นอันตรายต่อชีวิตของคุณแม่ และทารกในครรภ์ ดังนั้น เมื่อคุณแม่สังเกตอาการเริ่มต้นคล้าย ๆ กับที่เราได้กล่าวมาแนะนำให้รีบไปพบแพทย์รับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป จะดีทั้งกับตัวคุณแม่เองและทารกในครรภ์ด้วย ถึงแม้สาเหตุของภาวะครรภ์เป็นพิษ จะไม่สาเหตุได้อย่างชัดเจน

การสังเกตอาการภาวะครรภ์เป็นพิษ

  1. คุณแม่สามารถสังเกตได้จาก อาการปวดศีรษะ บริเวณท้ายทอย หน้าผาก (รับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น)
  2. สายตาเริ่มพร่ามัวบ่อยครั้ง หรือ มองเห็นแสงเป็นจุดๆ ในบางรายอาจจะมีอาการเห็นแสงวูบวาบ หรือตาบอดไปชั่วขณะ
  3. มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ถึงแม้อาการคลื่นไส้อาเจียนจะพบบ่อยกับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้องโดยทั่วไป แต่ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีอาการปวด จุกเสียดแน่นบริเวณหน้าอก หรือบริเวณใต้ลิ้นปี่
  4. มีอาการบวมตามมือ ข้อมือ ตามเท้าและใบหน้า
  5. มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากเกินไปอย่างรวดเร็ว (เกินสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม)
  6. รู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลง ขนาดของมดลูกเล็กกว่าปกติ และท้องไม่ค่อยโตขึ้นตามอายุครรภ์ (อาจเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงมดลูกลดลง)
  7. ความดันโลหิตสูงขึ้นผิดปกติ มีปัสสาวะน้อยลง หรือพบโปรตีนในปัสสาวะ
  8. ถ้ามีอาการรุนแรงคุณแม่จะมีอาการชักกระตุกทั้งตัว เกิดเลือกออกในสมองมาก ซึ่งหากคุณแม่พบอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไปค่ะ

นอกจากนี้ภาวะครรภ์เป็นพิษยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของครรภ์เป็นพิษได้ เช่น คุณแม่อาจมีเลือดออกในอวัยะต่าง ๆ จากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ มีภาวะน้ำท่วมปอด และตาบอดชั่วคราว จนถึงขั้นเสียชีวิตไปในที่สุด ภาวะแทรกซ้อนนี้ยังส่งผลต่อทารกในครรภ์ด้วยเช่นกัน มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดมากกว่าปกติ ทารกที่คลอดออกมาจะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หัวใจของทารกจะเต้นช้าเนื่องจากการขาดออกซิเจน และทารกเสียชีวิตไปในที่สุดได้ ซึ่งอันตรายมาก ๆ เลยล่ะค่ะ

วิธีการรักษาภาวะครรภ์เป็นพิษอย่างถูกต้อง

  1. แพทย์จะควบคุมความดันโลหิตไม่ให้ขึ้นสูง โดยการใช้ยาลดความดันโลหิต วิธีการนี้สามารถป้องกันการชักโดยใช้ยาแมกนีเซียมซัลเฟต และทำให้การคลอดเกิดขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อหยุดกระบวนการของโรคนั่นเองค่ะ
  2. สำหรับคุณแม่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 30 – 32 สัปดาห์ แพทย์อาจต้องพยายามยืดระยะเวลาการตั้งครรภ์ออกไปเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนของการคลอดก่อนกำหนด แต่ถ้าคุณแม่มีอายุครรภ์มากกว่า 32 สัปดาห์แพทย์จะพิจารณาให้ผ่าคลอดภายใน 4 – 6 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยของแม่และทารกในครรภ์
  3. คุณแม่ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ และได้รับการดูแลจากแพทย์เป็นอย่างดี จนถึงการคลอด ซึ่งภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด อาการต่าง ๆ ที่เกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษ จะค่อย ๆ ทุเลาลงค่ะ และหายไปเองในที่สุด

นอกจากนี้ คุณแม่มือใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการตั้งครรภ์มาก่อน เชื่อว่าเพียงแต่พบปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้เป็นกังวลได้แล้ว ดังนั้น คุณแม่จะต้องเตรียมทั้งสภาพร่างกายและสภาพจิตใจให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วระหว่างการตั้งครรภ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกาย ระบบฮอร์โมน และการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ

Photos from : BabyCenter

==========

ติดตามอ่านข้อมูล ข่าสาร ความรู้ และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับ “แม่ตั้งครรภ์และคุณแม่มือใหม่” ได้ที่ https://www.konthong.com/ หรือร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้
ที่เพจ https://www.facebook.com/teamkonthong/ และ
https://www.facebook.com/groups/TeamKonthong/

LEAVE A REPLY