ลูกในครรภ์เสียชีวิต โดยไม่ทราบสาเหตุ แชร์จากประสบการณ์ทางบ้าน

2249
- Advertisement -

อีกหนึ่งเรื่องราวของคุณแม่ทางบ้าน เมื่อ ลูกในครรภ์เสียชีวิต โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดสำหรับคุณแม่เป็นอย่างมาก คุณแม่ท่านนี้จึงได้มาแชร์ประสบการณ์เพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับคุณแม่ท่านอื่นกัน

ลูกในครรภ์เสียชีวิต

โดยจะมีเรื่องราวอย่างไร ก็ลองไปติดตามประสบการณ์แชร์จากคุณแม่ท่านนี้กันเลยค่ะ

แชร์ประสบการณ์ ลูกในครรภ์เสียชีวิต ไม่ทราบสาเหตุ

เป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตค่ะ ผ่านมาได้ 2 เดือนกว่าๆ ทำใจได้บ้างแล้ว สุขภาพจิตดีขึ้นเลยสามารถมาเขียนแชร์ประสบการณ์ให้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดให้ระมัดระวังและสังเกตุการดิ้นของลูกค่ะ

สำหรับท้องนี้เป็นท้องแรกดิฉันอายุ 34 สามี 38 เป็นความตั้งใจที่เราคิดว่าพร้อมและอยากมีลูก ก่อนตั้งครรภ์เรากับสามีกันไปตรวจสุขภาพเตรียมความพร้อมผลออกมาทุกอย่างปกติ มีเพียงผลเลือดซึ่งเรามีแฝงธาลัสซีเมียแต่สามีปกติไม่มีแฝงใดๆ หมอก็เลยบอกว่าหมดปัญหาสามารถตั้งครรภ์ได้ปกติ หลังจากตรวจร่างกายทุกอย่างโอเคจึงปล่อยเดือนเดียวก็ติดเลยค่ะ ไปฝากท้องครั้งแรกได้ 6w ไปฝากที่คลีนิค (ซึ่งเป็นคลีนิคที่มีบรรดาอาจารย์หมอมาเปิดช่วงเย็นและเสา-ทิตย์) หลังจากนั้นก็ไปตามนัดทุกครั้ง ผ่านการตรวจเบาหวาน ความดัน คัดกรองดาว์นฯ (แต่ไม่ได้เจาะน้ำคร่ำนะคะ) ทุกๆขั้นตอนเป็นไปโดยราบรื่น นน.อะไรต่างๆของน้องเป็นตามเกณฑ์ทุกอย่าง เราก็ตั้งใจว่าจะคลอดเอง พออายุครรภ์ได้ 34w ซึ่งก็ใกล้คลอดแล้ว 8 เดือนกว่าเราต้องเลิอกว่าจะคลอดที่ รพ.ไหน ก็ตัดสินใจเป็น รพ.รัฐ ใหญ่ที่สุดจังหวัด เราก็ไปดำเนินการตามขั้นตอนของ รพ.ทุกอย่าง ซึ่งมาที่นี่หมอนัดถี่สัปดาห์ละครั้ง แต่ละครั้งที่ไปไม่เคยได้อัลตร้าซาวน์ มีเพียงหมอมาวัดขนาดท้อง และฟังคลื่นหัวใจของลูกซึ่งบางครั้งก็ใช้การฟังจากสายที่เสียบหู บางครั้งก็ใช้เครื่อง แต่เราไม่เคยเห็นลูกในจออัลตร้าซาวน์เลย ซึ่งก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะลูกก็ยังดิ้นปกติ

พอมาถึงวันที่ 16 มีค.(38w+4) เป็นวันที่หมอนัดเราก็ไปตามนัด ก็มีอาจารย์หมอและเหมือนจะเป็นการสอนให้หมออีกคนหัดฟังคลื่นหัวใจลูก (หมอฝึกหัด) แต่ก็มีอาจารย์หมอคนนี้อยู่ด้วยตลอด คนที่ฝากท้องกับรพ.ทีนี่ต้องตรวจกับหมอเวรทั้งหมด ไม่ใช่เจอหมอคนเดียวจนคลอด เราก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะหมอบอกเราแข็งแรง ความดันปกติ ภาวะเบาหวานก็ไม่มี ภาวะแทรกซ้อนอย่างอื่นก็ไม่มี มีเพียงเรื่องเดียวที่โดนตำหนิก็คือ นน.ของเราขึ้นมา 21 กก.

วันที่ 17 มีค. เป็นวันศุกร์ เรายังไปทำงานอยู่และก็แจ้ง email ให้กับทุกคนว่าอาทิตย์จะลาคลอดแล้วมาทำงานวันนี้อีก 1 วัน อาการที่รู้สึกก็คือลูกดิ้นน้อยลงไม่เหมือนวันก่อนๆ ซึ่งคุณหมอก็บอกว่าเป็นอาการปกติเพราะเด็กเค้าตัวโตเต็มมดลูกพื้นที่ดิ้นของเค้าจะน้อยลงดังนั้นช่วงใกล้คลอดเค้าจึงดิ้นน้อยลงเป็นธรรมดา ส่วนตัวเราก็ไม่มีอาการใดๆ ไม่มีเลือดออก น้ำไม่เดิน มีท้องแข็งบ้างแต่ก็เป็นอาการปกติของคนใกล้คลอด เราก็ไม่ได้เอะใจอะไร

พอมาเช้าวันเสาร์ 18 มีค.ตื่นมาเราก็รู้สึกทำไมลูกเงียบจัง กินข้าวกินน้ำไปก็เงียบ ใจไม่ดีละทีนี้ให้สามีพาไป รพ. พอไปถึงหมอก็ให้นอนบนเตียง เอาเครื่องอัลตร้าซาวน์มาวัดต่างๆ แล้วก็ไปเรียกหมออีกคนมาดูแต่หมอก็ไม่ได้แสดงสีหน้าผิดปกติใดๆ เราก็คิดว่าไม่มีอะไรเครื่องอัลตร้าซาวน์มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ไม่ได้คิดในทางไม่ดีและไม่ได้เผื่อใจในทางเลวร้ายไว้เลย สักพักหมอก็มาจับแขนเราแล้วบอกเราอย่างตั้งใจว่า “เสียใจด้วยนะคะคุณแม่หัวใจลูกไม่เต้นแล้ว” เป็นประโยคที่ทำให้เราพูดอะไรไม่ได้ ไม่มีน้ำตา ได้แต่อึ้ง ครุ่นคิดต่างๆนาๆ ในหัวมีแต่คำถาม ทำไม ทำไม ทำไมต้องเป็นเรา เพิ่งมาหาหมอเมื่อ พฤ ที่ผ่านมานี่เองหัวใจก็ยังเต้นปกตินี่ สักพักสามีก็เข้าเพราะหาที่จอดรถลำบาก พอเห็นหน้าสามีเท่านั้นแหล่ะ น้ำตาพรั่งพรู ได้แต่กอดกันร้องไห้จนคุณหมอเข้ามาบอกว่าจะให้เรา admit เพื่อเร่งคลอดวันนี้เลย

- Advertisement -

18 มีค. เวลา 6 โมงเย็น หมอเหน็บยาให้ครั้งแรก เหน็บยาเพื่อให้ปากมดลูกอ่อนและบางลง ต้องเหน็บทุก 6 ชม.เราก็นอนและหมอก็เหน็บให้เรื่อยๆ ยังไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ

จนกระทั่งถึงเที่ยงวันที่ 19 มีค.รู้สึกปวดท้องเหมือนปวดประจำเดือน แต่ปวดเป็นระยะๆ มันเป็นอาการมดลูกบีบตัวแต่ยังทนได้ปวดทุก 5 นาที ก็ยังนั่งกินข้าวคุยกับญาติๆ ที่มาเยี่ยมปกติ

พอสักช่วง 6 โมงเย็นเริ่มปวดหนักขึ้นทุก 3-4 นาที ปวดมากจนบอกหมอว่าไม่ไหวแล้วมียาแก้ปวดอะไรหรือเปล่า หมอเลยให้ฉีดมอร์ฟีนแล้วบอกให้เราพยายามหลับ ฉีดมอร์ฟีนทำให้หัวโล่ง ร่างกายส่วนบนก็เบาคือมันผ่อนคลายหมดยกเว้นตรงท้องคือก็ยังรู้สึกปวดอยู่ตลอดหลับไม่ได้หรอกค่ะ พยาบาลก็บอกว่า case เราต้องปวดท้องมากกว่าคนที่เค้าปวดท้องมาแล้วจากบ้านเพราะเราเร่งคลอดตั้งแต่ปากมดลูกยังไม่เปิดซัก cm แต่คนที่เค้าปวดท้องปกติมาจากบ้านปากมดลูกเค้าเปิดรอแล้ว 2-3 cm ก็ต้องอดทนต่อไป

ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 19 จนถึง 6 โมงเช้าของวันที่ 20 มีค. เป็นการปวดที่ทรมานที่สุด สามีต้องลุกมานวดตรงก้นให้ทุกครั้งที่เราร้องครวญคราง ขอร้องให้คุณหมอผ่าคลอด คุณหมอก็มาอธิบายเหตุผลต่างๆนาๆ ว่าคลอดเองดีที่สุด เพราะหลังคลอดร่างกายจะฟื้นเร็วและเราก็จะสามารถท้องใหม่ได้เร็วกว่าการผ่าคลอด และอีกอย่างถ้าผ่าคลอดมันเหมือนเราใช้สิทธิการผ่าไปแล้ว 1 ครั้งเพราะส่วนใหญ่คนผ่าคลอดจะท้องได้ประมาณ 2 ครั้ง หมอกลัวเราเสียสิทธิ์ตรงนี้ด้วย แต่ถ้าร่างกายเราไม่ไหวดูแล้วมีภาวะผิดปกติตรงนั้นหมอก็จะพิจารณาผ่าคลอดให้ ดังนั้นกรณีของดิฉันไม่มีภาวะใดๆ มีแค่ความดันสูงเป็นบางครั้ง หมอจึงบอกให้เราอดทน

ตอน 6 โมงเช้าของวันที่ 20 มีค. คุณหมอดูปากมดลูกเปิดแค่ 3 cm แล้วก็มาขริบถุงน้ำคร่ำให้แตก และเริ่มให้ยาเร่งทางสายน้ำเกลืออีก ฉีดมอร์ฟีนไปแล้วทั้งหมด 4 เข็ม (1 เข็มออกฤทธิ์ 4 ชม.) หมอก็คิดว่าไม่เกินเที่ยงวันของวันนี้ (20 มีค.) คงคลอดได้ ในใจเราคิดตอนนี้ 6 โมงเช้าให้อดทนถึงเที่ยงเราคงหมดแรงตายไปก่อนแน่ๆ ซึ่งหลังจากหมอขริบถุงน้ำคร่ำ อาการปวดยิ่งกว่าเมื่อคืนอีก ร้องครวญครางจนไม่มีเสียง ปากแห้งผาก ตอนปวดมือทั้งสองข้างต้องจับขอบเตียงไว้จนเตียงสั่นสะเทือนไปหมด เข้าใจละว่าทำไมคนสมัยก่อนถึงต้องใช้ผ้าขาวม้ามัดห้อยลงมาให้เราดึง ในใจตอนนั้นอยากได้ผ้าขาวม้าแบบในละครมาก รู้สึกมันจะช่วยได้ดีเลยแหล่ะ

สามีเห็นสภาพเราก็ไม่รู้ทำไง ตัวเค้าเองก็ไม่ได้หลับได้นอน อยู่เป็นเพื่อนคอยบีบคอยนวดให้ทั้งคืน สามีเลยนั่งสมาธิแผ่ส่วนกุศลให้ลูกแล้วบอกลูกว่าคลอดเถอะ สงสารแม่ อย่าทรมานแม่เลย แม่เจ็บปวด พอเวลาประมาณ 8.45 เราก็รู้สึกว่าปวดท้องอึ หรือปวดฉี่ มันปนกันไปหมด เลยบอกหมอว่าไม่ไหวแล้วปวดอึ พยาบาลคงรู้เลยถามว่าอยากเบ่งใช่ไม๊ เราบอก ใช่!! เท่านั้นแหล่ะหมอ พยาบาลกรูกันเข้าตรวจดูปากมดปรากฎเปิดแล้ว 9 cm หมอก็ให้เข็นเข้าห้องคลอดทันที

ขึ้นขาหยั่งปุ๊บหมอก็บอกให้เบ่งได้เลย เราก็พยายามเบ่งจนสุดแรงเท่าที่เรามี เบ่งอยู่ 5-6 ทีก็คลอดค่ะ คลอดออกมาเวลาประมาณ 9.20 เคยวาดฝันไว้ว่าพอคลอดเราคงได้ยินเสียงลูกร้องได้เสียงดัง แต่นี่ ลูกแม่เงียบกริบ คงไม่มีปาฎิหารใดๆที่จะช่วยได้ มันคือความจริง ความจริง และ ความจริง…พอคลอดแล้วคุณหมอก็พาน้องไปทำความสะอาดและห่อตัวให้ หลังจากเราเย็บแผลเสร็จหมอก็พาน้องเข้ามาในห้องคลอดอีกครั้งเพื่อทำพิธีขออโหสิกรรม ซึ่งคุณหมอแจ้งว่า “คุณพ่อกับคุณแม่หมอจะไม่ได้ดูหน้าน้องนะคะเพราะมันจะทำให้เราเจ็บปวดนาน ไม่ดีต่อสุขภาพจิตโดยเฉพาะคุณแม่” ซึ่งเรากับสามีก็เห็นตรงกันว่าจะไม่ดูหน้าน้องเพราะถ้าดูเราคงทำใจไม่ได้แน่ๆ ก็จะมีแต่ ปู่ย่าตาน้า ที่เค้าขอดูหลานเค้าซึ่งคุณหมอก็ไม่ห้าม

น้องเป็นผู้ชายคลอดออกมา 2.5 กก.ประมาณนี้ค่ะ ตัวไม่ใหญ่ แต่ดูจากลักษณะภายนอกแล้วปกติทุกอย่างไม่ได้ส่อให้เห็นว่ามีความผิดปกติแต่อย่างไร ซึ่งทางคุณหมอก็ถามเรากับสามีว่าจะผ่าพิสูจน์น้องไม๊ ตอนแรกเราไม่ผ่าเพราะสงสารน้องแต่ด้วยเหตุผลในมุมมองของหมอคิดว่าควรผ่าเพราะเราจะได้รู้ว่าสรุปน้องเสียชีวิตด้วยสาเหตุอะไร ถ้าท้องครั้งต่อไปจะมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนที่จะเป็นแบบนี้อีกคือเผื่อเอาไว้วางแผนในการท้องครั้งต่อไป สรุปเรากับสามีก็ตัดสินใจให้คุณหมอผ่าพิสูจน์และมอบน้องให้เป็นอาจารย์ใหญ่ให้คณะแพทย์ได้ศึกษาต่อไปเพื่อเป็นบุญกุศลให้น้องด้วย

หลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์หมอก็นัดตรวจร่างกายหลังคลอดพร้อมทั้งฟังผลผ่าชันสูตรน้อง ผลที่ออกมาคุณหมอก็อ้ำอึ้งสักพักแล้วบอกกับเราและสามีว่า “ไม่พบสาเหตุ ที่ทำให้ลูกเสียชีวิต” และสันนิษฐานว่าลูกเสียชีวิตตอนคืนวันศุกร์ (17 มีค.) คือมันก็เป็นไปได้ที่จะไม่พบสาเหตุใดๆเลย แต่ส่วนใหญ่การที่ทารกเสียชิวิตซึ่งอายุครรภ์ใกล้ครบกำหนดแบบนี้แล้วมักจะพบสาเหตุที่ชัดเจน เช่น รกเสื่อม รกพันคอ สายสะดือตีบ น้ำคร่ำติดเชื้อ ครรภ์เป็นพิษ หรือ อวัยวะภายในของลูกมีความผิดปกติสักอย่าง ซึ่งในกรณีของเรานั้นทุกอย่างปกติ

หมอได้แต่แนะนำว่าถ้าหากท้องครั้งต่อไปคงต้องพิจารณาให้ผ่าคลอดดีกว่าที่ 37w-38w ไม่ต้องรอให้ปวดท้อง เพราะกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิม และครั้งต่อไปเราก็คงต้องเจาะน้ำคร่ำเพราะอายุ 35 ปีแล้ว

เราต้องขอบคุณกระทู้พันทิป เพราะหลังจากกลับจาก รพ.เราก็ได้แต่ Search หาข้อมูลต่างๆนาๆ และที่ทำให้เราได้สติก็คือการที่ได้อ่านประสบการณ์สูญเสียลูกในครรภ์ของหลายๆคน มันทำให้เรารู้สึกว่าไม่ใช่แค่เราก็สูญเสียในโลกใบนี้ก็ยังมีอีกหลายๆคนที่เป็นเหมือนกันกับเราการสูญเสียเป็นเรื่องปกติต้องทำใจยอมรับและพยายามอยู่กับปัจจุบัน ทุกวันนี้ก็ได้แต่สวดมนต์ อุทิศส่วนกุศลและแผ่เมตตาให้ดวงวิญญาณของน้อง ถ้าบุญกุศลเรายังมีต่อกันก็ขอให้น้องมาเกิดกับเราใหม่อีกครั้ง…

จึงอยากจะขอเตือนคุณแม่ๆ ทั้งหลายหากรู้สึกผิดปกตินิดหน่อยอย่าลังเลเลยค่ะ ไปหาคุณหมอในทันทีอย่าให้เหมือนกับดิฉันที่คิดเอาเอง คิดแต่ด้านดี คิดว่าใกล้คลอดลูกไม่ค่อยดิ้นมันเป็นเรื่องปกติ ปล่อยไว้แค่คืนเดียวแต่มันกลับทำให้เกิดการสูญเสียที่ไม่มีวันเรียกร้องกลับมาได้

เราจึงตั้งใจขอแชร์ประสบการณ์ตัวเองเพื่อตอบแทนกระทู้หลายๆกระทู้ที่คอยเป็นเพื่อนเรา บางกระทู้อ่าน 2-3 รอบ การได้อ่านหรือรับฟังคนที่หัวอกเดียวกันมันก็จะทำให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยวท้อแท้…ขอบคุณค่ะ

ไม่อยากให้ลูกในครรภ์เสียชีวิต คุณแม่ควรไปหาหมอทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติอย่าได้ชะล่าใจเด็ดขาด แม้ว่าจะมีอาการผิดปกติเพียงนิดเดียวก็ตาม

ขอบคุณเจ้าของเรื่อง สมาชิกหมายเลข 3830245 จาก Pantip

=========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/

LEAVE A REPLY