โรคตุ่มน้ำพองใส อาการป่วยเรื้อรังในเด็ก ที่ไม่ควรมองข้าม

189
- Advertisement -

โรคตุ่มน้ำพองใส ในเด็ก หรือที่ต่างประเทศเรียกว่าโรคเด็กปีกผีเสื้อ เป็นโรคที่จะมีอาการตุ่มน้ำใสพองอยู่ใต้ผิวหนัง มีลักษณะที่เปราะบาง พร้อมจะแตกตลอดเวลา สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้บุตรหลานต้องเจอกับความเจ็บป่วยจากโรคแบบนี้หรอกจริงไหม

โรคตุ่มน้ำพองใส

ดังนั้นเรามาดูข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้กันดีกว่าว่า มีสาเหตุจากอะไร อาการเป็นยังไง มีวิธีป้องกันและรักษาอย่างไรบ้าง

สาเหตุของ โรคตุ่มน้ำพองใส

โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของยีนส์ ที่ควบคุมการสร้างผิวหนัง จึงทำให้มีตุ่มน้ำใสพองขึ้นมาเป็นตุ่มๆ บนผิวของเด็ก ซึ่งจะก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมานได้มากทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อตุ่มน้ำแตก

อาการของโรคตุ่มน้ำพองใส

อาการของโรคนี้ ผู้ป่วยจะมีตุ่มน้ำพองขนาดต่างๆ เกิดขึ้นที่ผิวหนัง เมื่อตุ่มน้ำแตกแล้วจะเกิดแผล ทำให้มีอาการปวดแสบได้ โดยในเด็กบางรายอาจมีแผลในปาก ลิ้น คอร่วมด้วย จึงทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ทั้งนี้สามารถจำแนกอาการออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามรอยแตกของตุ่มน้ำ ดังนี้

  • กลุ่มที่ 1 เรียกว่า EB Simplex ตุ่มน้ำอยู่ในชั้นผิวตื้น ซึ่งอาการจะไม่รุนแรง และไม่ทิ้งแผลเป็นไว้หลังจากรักษาหายแล้ว
  • ในกลุ่มที่ 2 เรียกว่า Junctional E B มีอาการรุนแรงในระดับหนึ่ง โดยจะเกิดขึ้นบริเวณระหว่างชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ เมื่อรักษาหายดีแล้วจะไม่เป็นแผลเป็น แต่ก็อาจมีความผิดปกติบางอย่างได้
  • กลุ่มที่ 3 เรียกว่า Dystrophic E B เป็นตุ่มน้ำอยู่ในชั้นหนังแท้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เวลาตุ่มน้ำพอง หายแล้วจะทิ้งร่องรอยแผลเป็นไว้ได้

วิธีรักษาอาการตุ่มน้ำพองใส

การรักษาโรคนี้จะใช้วิธีรักษาตามอาการของคนไข้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุด คือการดูแลผิวหนังป้องกัน มิให้กระทบกระเทือน เพราะจะทำให้แผลแตกและติดเชื้อได้ โดยมีวิธีการรักษาดังนี้

1.ทำความสะอาดแผลอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อผิวหนังมีรอยถลอกเกิดบาดแผล ต้องรีบทำความสะอาดทันที ซึ่งถ้าผู้ป่วยเป็นเด็กทารกยังมีภูมิต้านทานต่ำ อีกทั้งผิวหนังยังไม่แข็งแรง หากปล่อยไว้จะทำให้แผลลุกลามไปทั่วตัวร่างกายรวมถึงอวัยวะภายในได้ด้วย ส่วนในรายที่ผู้ป่วยมีแผลเล็กน้อย ให้คุณแม่ทำความสะอาดแผลแบบเดียวกับแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก โดยใช้น้ำเกลือสำหรับทำความสะอาดแผลเช็ดเบาๆ แต่ไม่ต้องปิดแผล

- Advertisement -

2.การให้ยาปฏิชีวนะ

นอกจากการทำความสะอาดแผลตุ่มน้ำพองใสแล้ว ยังต้องระมัดระวังในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ผิวหนัง  แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะมาทา หรือรับประทานควบคู่กันไป

3.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเสริมด้วยวิตามิน

การดูแลสุขภาพร่างกายจากภายในด้วยอาหารที่มีประโยชน์ และเสริมวิตามินบางตัวที่จำเป็นให้เพียงพอ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้รักษาโรคตุ่มน้ำพองใส เพื่อให้ผิวหนังบริเวณที่เป็นแผลได้รับความชุ่มชื้น ไม่แห้งตึงจากการเสียน้ำ

การป้องกันลูกน้อยจากโรคนี้

สำหรับวิธีป้องกัน ยังไม่มีวัคซีน เพราะโรคนี้เกิดจากพันธุกรรม ทางแพทย์ผู้รักษาจะให้คำแนะนำกับพ่อแม่ เพื่อวางแผนการมีลูกคนต่อไป

ตุ่มน้ำพองใส เป็นโรคที่เกิดแล้วจะไม่สามารถรักษาให้หายได้ในทันที ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในรายที่เป็นไม่รุนแรง ก็จะมีอาการดีขึ้น เมื่อเด็กเจริญวัยขึ้นมา สำหรับในรายที่เป็นรุนแรง อาจจะมีอาการเป็นๆ หายๆ ไปตลอดชีวิต ดังนั้นการดูแล เอาใจใส่ของพ่อแม่มีความสำคัญมาก ต้องรักษาความสะอาดของลูกน้อยควบคู่กับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะทำให้ลดโอกาสเป็นแผลเป็นจากโรคตุ่มน้ำพองใสลงได้

= = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom.
More and more solutions about how can you grow up your baby.
Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know.
Don’t for get to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.เมลิออยด์โดซิส โรคระบาดในเด็ก ที่ต้องระวังช่วงหน้าฝน
2.โรคคาวาซากิ โรคนี้คืออะไร รู้ได้อย่างไรว่าลูกป่วย